Event

Iron Maiden : The Final Frontier Live in Bali

posted on 21 Feb 2011 20:53 by rebirthera in Event
 
ทันทีที่ทราบข่าวว่า Iron Maiden จะมาถล่มประเทศแถบเซาท์อีสถึง 3 แห่งคือ สิงคโปร์ จากาต้า และบาหลี ผมก็รีบจัดแจงจองทั้งบัตรและตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าเป็นเดือนๆทันที เพราะสำหรับผมเหล่า Maiden คือวงเมทัลที่ต้องดูซักครั้งในชีวิตก่อนตายครับ ยิ่งนับวันสังขารของพวกลุงๆก็เริ่มโรยราลงไปทุกทีแล้วถ้าไม่รีบดูตอนนี้ก็อาจจะมีโอกาสได้ดูแค่ในดีวีดีเท่านั้น หลังจากหาข้อมูลซักพักก็พบว่า บัตรที่บาหลีถูกสุดเมื่อคิดเป็นเงินไทยคือประมาณ 2000 บาทเท่านั้นเอง แถมยังเล่นวันอาทิตย์ทำให้ไม่ต้องลางานหลายวันด้วย
 
 
ผมเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา แน่นอนครับว่าเกือบตกเครื่องเหมือนกันเพราะไปสาย แต่แล้วผมและเพื่อนก็ใช้ตีนหมาโกยวิ่งกันหัวตั้งไปขอเขาแซงคิวบ้างอะไรบ้าง จนในที่สุดก็ได้ขึ้นเครื่องสมใจ นั่งเครื่องประมาณ 5 ช.ม. เต็ม จนมาถึงบาหลี แล้วก็แลกเงิน จนกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านเลยครับ เพราะว่าที่นี่ค่าเงินถูกมาก (100 รูเปียประมาณ 3 บาทเท่านั้น) เวลาทานข้าวทีก็ควักเงินกันเป็นหมื่น เรียกว่าคำนวณหน่วยกันไม่ถูกเลย สำหรับวันแรกก็ไม่มีอะไรมาก ผมเดินทางสำรวจแถวที่พัก เป้าหมายจริงๆไม่ใ่ชการซาบซึ้งกับธรรมชาติแต่เพื่อไปซื้อซีดีวงเมทัลท้องถิ่นของที่นี่ แต่มองไปทางไหนก็เจอแต่ "ของผี" ขายครับ เรียกว่าทุกร้านในโซนนั้นขายของผีทั้งหมด มีทั้งเพลงและหนัง ราคาตกเป็นเงินไทยแค่แผ่นละ 30 บาท แถมซื้อเยอะก็จะลดแลกแจกแถมกันอีก ศิลปินมาเห็นรับรองร้องไห้แน่นอนครับ
 
 
 
และแล้วผมก็เจอร้าน Two Stars ที่ขายของจริงซะที (แม้จะมีแผ่นผีปะปน) ก่อนมาบาหลีผมก็ได้ลิสต์รายชื่อวงเมทัลที่จะซื้อแล้ว แต่เอาเข้าจริงมันดันอันเดอร์กราวด์เกินจนไม่มีคนรู้จัก แถมไม่มีใครรู้ว่า Metal Shop อยู่ที่ไหนในบาหลีด้วย กระนั้นที่ร้าน สองดาว ก็ยังพอมีแผ่นของวงเมทัลวางขายคือ วง Power Metal วงเมทัลเก่าแก่ของอินโดนีเซียที่เป็นชุดรวมเพลง ซึ่งทางเจ้าของร้านเขาก็แนะนำมาอีก 2 วงคือ Jamrud และ Superman is Dead โดยบอกว่า 2 วงนี้คือตำนานของที่นี่ โดยเฉพาะ Jamrud นี่ดังมากๆ ขนาดเด็กเิซิร์ฟที่ร้านอาหารยังรู้จักเลยครับ ส่วน Superman is Dead เป็นวงพังค์เก่าแก่ แม้ตัวงานจะไม่ถูกใจผมแต่ราคาแผ่นนึงมันถูกครับประมาณ 120 บาทเท่านั้นเอง ก็เลยไม่เสียดายเงินเท่าไหร่
 
 
 
ส่วนวันที่สองเราจ้างไกด์พาเที่ยวบาหลี และโชคดีมากๆที่ไกด์ก็ดันเป็นเพื่อนกับวง Superman is Dead และเคยฟังเพลงเมทัลอยู่้บ้าง เ้ขาเลยสัญญาว่าจะพาเราไปดูแผ่นที่ร้านขายซีดีที่ใหญ่ที่สุดในบาหลี (เข้าทาง) การทัวร์คราวนี้เน้นไปที่ Cultural ล้วนๆครับไม่ว่าจะเป็นการไปดูละครเวที เที่ยวภูเขาไฟ เที่ยววัดของฮินดู ทานอาหารพื้นเมือง และปิดท้ายด้วยการไปซื้อซีดีของวงระดับ Local แถบนั้น ผมได้กลับมา 7 แผ่น ในรูปเลยครับ จริงๆมีมากกว่านี้อีกแต่ไม่ได้ซื้อมาเพราะเป็นแนวที่ผมไม่ได้ฟังซะเยอะ ตอนหลังผมพึ่งรู้จักพี่ที่เจอที่งานคอนเสิร์ตว่ามันมี metal shop ในบาหลีนะครับ เสียดายที่ผมไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน
 
 
 
 
และแล้วก็ถึงวันที่ 20 แน่นอนว่าตื่นเต้นกันมากๆครับ เมื่อคืนแทบนอนกันไม่หลับ นั่งฟังเพลงเมเด้นกันทั้งคืน สถานที่จัดงานอยู่ที่ GWK หรือ Garuda Wisnu Kencana เป็น Cultual Park ของบาหลี แน่นอนว่าต้องตกแต่งสถานที่อย่างหรูหราและสื่อถึงความเป็น Bali Tradition สุดๆ ผมก็ไปถึงก่อนเวลาเริ่มเกือบ 3 ชม. แน่ะครับ แต่ก็มีพวกเมทัลเฮดชาวบาหลีมารอกันพอสมควรแล้ว พอดีเจอพี่ที่รู้จักกันทำให้รู้ว่างานนี้มีคนไทยมาพอสมควร จนถึง 5 โมงเย็นประตูด้านหน้าก็เปิดให้เราเข้าไป สถานที่นั้นสวยมากยิ่งกว่าที่เห็นในอินเตอร์เน็ตเสียอีก การตกแต่งนั้นสุดยอดอลังการด้วยไปงานแกะหิน ชวนให้นึกถึงโบราณสถาน ดูแล้วเข้ากับบรรยากาศของคอนเสิร์ตวันนี้มากๆ ระหว่างนั่งรอกันอยู่นั้นก็มีการแสดงพิ้นเมืองเดินผ่านหน้าเราไปด้วย เหมือนเขาให้ดูฟรีครับเป็นบริการของทาง GWK เขา
 
 
 
 
 
เวลา 5 โมงเศษๆ ประตูด้านในเปิดเรียบร้อยแล้ว เริ่มมีเมทัลเฮดทะยอยเข้าไปพอสมควร บรรยากาศตอนนี้น่าจะมีคนมาเริ่มๆราวๆ 300 คนได้ครับ ก็เห็นมีคนมุงดูอะไรกันอยู่ ปรากฎว่าเป็นบูธ Merch ของทาง Maiden ครับก็มีเสื้อหลายลายให้เลือกสรรค์ ราคาตัวละ 300000 รูเปีย เืกือบๆพันแน่ะครับ แต่ก็ต้องซื้อมาเป็นที่ระลึกซักตัว แต่กว่าจะฝ่าฝูงชนเข้าไปได้ก็แทบตายเหมือนในรูปเลยครับ
 
 
ด้านในสถานที่จัดงานเป็นลานที่ชื่อ The Lotus Pond ครับ เคยจัดงานยิ่งใหญ่ๆมาเยอะแล้ว แถมที่โล่งลมเย็นด้วยครับ บรรยากาศนี่สุดยอดมากๆ แค่นี้ก็คุ้มค่าแล้ว
 
 
 
 
 
 
 
เวลาทุ่มเศษๆ ตอนนี้คนน่าจะมาที่งานราวๆ 4000-5000 คนแล้ว แต่ได้ยินว่าที่สิงคโปร์คนมาดูตั้ง 12000 คน เลยทำให้รู้สึกว่ารู้สึกคนดูที่บาหลีน้อยๆยังไงไม่ทราบ แต่ก็มีทะยอยเข้ามาเรื่อยๆครับ ก่อนหน้าเมเด้นจะเล่นก็มีวงเปิดคือ Rise to Remain เป็นเมทัลคอร์ แต่ที่โดดเด่นคือนักร้องนำเป็นลูกชายของป๋า บรูซ ดิกคินสัน ด้วย พวกเขาเซตซาวนด์อยู่ซักพักก็ออกมาเล่นโชว์ให้พวกเราดู กระแสการตอบรับจากชาวบาหลีก็พอไปวัดไปวาได้ครับ มีโห่ฮาบ้างเพราะทุกคนอยากดูเมเด้นเล่นเต็มแก่ พวกเขาขนเพลงจากอีพีมาเล่นถึง 5 เพลงเต็มๆ การเพอร์ฟอร์แมนส์ใช้ได้เลยครับ ออกลีลาโดยเฉพาะมือกีตาร์ที่โซโล่กันเป็นไฟเลย เล่นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็ลาเวทีกันไป
 
 
 
 
 
ตอนนี้คนเริ่มแน่นแล้วครับ ผมหันไปอีกทีคนดูเต็มสนามจนล้นไปยืนอยู่แถวขอบๆแล้ว ดูแล้วน่าจะเหยียบหมื่นคนได้ครับ มองไปไหนก็มีแต่ฝูงมนุษย์จำนวนมหาศาล ทุกคนตะโกน Maiden !! Maiden !! ทางซาวนด์เอนจิเนียร์ของวงใช้เวลาเซตซาวนด์นานมากครับ ประมาณเกือบ 40 นาทีได้ อย่างที่รู้กันว่าพวกเขาขนทุกอย่างมากับเครื่อง Ed Force One ที่บรูซเป็นคนขับ ทำให้พวกเขาสามารถขนทีมงานมาเป็นจำนวนหลายสิบชีวิตได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะรอนานเกินไปหรืออย่างไร ด้านข้างผมเริ่มจะมีเรื่องกัน เมื่อมีฝรั่งสันดานเสียพยายามแหวกคนดูชาวอินโดเข้าไปอยู่ด้านหน้า ทั้งผลัก ทั้งชน แถมตะโกนด่าเขาว่า Fuck Your Country อีก แต่สุดท้ายสถานการณ์ก็คลี่คลายกันไปไ้ด้ด้วยดีครับ
 
ทันที่ไฟดับ อินโทรเพลง Satellite 15... The Final Frontier ก็ขึ้นมา แถมทางหน้าจอมอนิเตอร์ยังฉายวิดีโอประกอบเป็นภาพอวกาศอีกด้วย เมื่อไฟเปิดขึ้น สมาชิกทั้ง 6 มาปรากฎตัวพร้อมกันบนเวที แม้จะไม่เห็น นิกโก้ แมกเบรน ที่อยู่หลังกลอง แต่การได้ยินชายอายุ 60 มาตีให้ฟังก็คุ้มแล้วครับ ลีลาของบรูซนั้นยังคงเฉียบขาดเหมือนเดิน สมาิชิกคนอื่นๆอย่าง เอเดรียน สมิธ กับเดฟ เมอเรย์ อาจจะยืนนิ่งๆไปบ้างเพราะอายุมากแล้ว มีแต่พี่สตีฟ แฮริส ที่ยังพอวิ่งไปวิ่งมากระโดดให้เราเห็นอยู่บ้าง ส่วนยานิก เกอร์ นั้นไม่ต้องพูดถึงครับ โชว์ลีลาลูกบ้ามาเต็มที แย่งซีนคนอื่นในวงได้พอสมควรเลย เพลงนี้ทุกคนร่วมร้องท่อนฮุคพร้อมกันเสียงกระหึ่มว่า The Final Frontier !!!!!!!
 
 
 
 
 
 
จากนั้นต่อด้วยซิงเกิลแรกของอัลบั้มใหม่คือ El Dorado ทุกคนยังร่วมร้องท่อนฮุคได้เหมือนเดิม แม้บรรยากาศอาจจะยังไม่บ้าคลั่งมากนักเพราะเป็นเพลงจากอัลบั้มใหม่ แต่ทันทีที่ริฟฟ์อินโทรของ 2 Minutes to Midnight ขึ้นมาเท่าันั้น แฟนเพลงก็บ้าคลั่งทันที ร้องกันเสียงกระหึ่ม โดยเฉพาะพวกฝรั่งเกรียนอยู่ด้านหน้าก็แทกกันแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมณ์ทั้งสิ้น จน รปภ. ต้องออกมาเตือนให้เบาๆกันหน่อย ซึ่งทางฝรั่งกลุ่มนั้นก็ยังพอมีสติฟังคำเตือนอยู่้บ้างครับ
 
 
หลังจบเพลงนี้ทางทีมงานแบกสเตจก็ขนกีตาร์อคูสติกพร้อมขาตั้งขึ้นมาให้ทางยานิก บรรเลงอคูสติกอินโทรในเพลง The Talisman จากอัลบั้มใหม่ ทำให้บรรยากาศหน้าเวทีเริ่มลดความรุนแรงลง ก่อนเร่งความเร็วขึ้นเป็นตัวเพลงจริงๆให้แฟนเพลงได้ทั้งโยกทั้งแทคกันอีกรอบ
 
 
 
 
 
จากนั้นพี่บรูซก็พูดคุยทักทายเล็กน้อยแล้วก็แนะนำเพลงจากอัลบั้มใหม่อย่าง Coming Home เรียกว่าบรรยากาศหน้าเวทีก็เริ่มซอร์ฟลงเรื่อยๆ แสงไฟบนเวทีส่องสว่างประกอบเพลง
 
 
จากนั้นทางทีมงานก็ขนแท่นกีตาร์อคูสิกติกออกมาอีกครั้งเพื่อเล่นเพลง Dance of Death ที่มีจังหวะชวนให้กระโดดมากครับ คนจำนวนเกือบหมื่นกระโดดพร้อมๆกันจนแผ่นดินสะเทือนเลยทีเดียว และแล้วฝูงชนก็คลั่งกันอีกครั้งเมื่อทางวงบรรจงละเมียดริฟฟ์เพลง The Trooper ขึ้น บรูซเข้าไปเปลี่ยนเสื้อมาพร้อมธงชาติอังกฤษโบกไปโบกมาเหมือนในดีวีดีเป๊ะเลยครับ ส่วน สตีฟ เดฟ แล้วก็เอเดรียนก็มียืนเรียงสามประสานให้คนดูถ่ายภาพเล่นอีกด้วย เพลงนี้ดูแทกกันแรงมาก จนทาง รปภ ต้องมาห้ามอีกแล้ว (ดูเหมือน รปภ ไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตแนวนี้เท่าไหร่ครับ)
 
 
 
 
 
หลังจากจบเพลงนี้ทางวงก็มาพูดคุยกับแฟนเพลงเล็กน้อย หยอดคำพูดซึ้งๆเกี่ยวกับสายสัมพันธ์ของแฟนเพลงเมเด้น ก่อนจะเล่นเพลงบัลลาด Blood Brother ดับไฟร้อนของคนดู เพลงนี้ทางบรูซเปิดโอกาสให้แฟนๆมาร้องทม่อนฮุคเสียงดังฟังชัด ก่อนจะซัดกันด้วย The Wicker Man จากอัลบั้ม Brave New World อีกเพลง เชื่อว่าทุกคนร้องได้กันหมดครับ หลังจากจบเพลงนี้ฉากหลังเวทีก็ยกสูงขึ้นมาเป็นภาพของซากปรักหักพังเพราะวงกำลังจะเล่นเพลง When the Wild Wind Blows เพลงที่ยาวและโปรเกรซซีฟสุดๆในโชว์นี้
 
 
 
หลังจากจบเพลงนี้ก็ซัดกันด้วยเพลงหนักๆไล่มาเป็นชุดไม่ว่าจะเป็น The Evil That Man Do และ Fear of the Dark ที่เรียกว่าเป็นจุดพีคในงานเลยครับ ก่อนจะปิดท้ายด้วยเพลง Iron Maiden ที่มี Eddie ยักษ์ออกมาเล่นกับสมาชิกบนเวที เรียกเสียงเฮจากคนดูสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ทางวงจะหายเข้าไปหลังเวทีเพื่อเข้าสู่่ช่วง Encore
 
 
 
 
 
 
เป็นธรรมเนียมที่ทางวงต้องกลับออกมาอีกครั้งตามเสียงเรียกร้องด้วยเพลงอมตะตลอดกาลอย่าง The Number of The Beast ที่เป็นจุดพีคอีกจุดของงานไปเลยครับ แถมมีระเบิดควันเสียงดังสนั่นระเบิดขึ้นด้านหลังเวทีด้วยเรียกว่าทำให้บรรยากาศหน้าเวทีคุกรุ่นเข้าไปใหญ่ จากนั้นก็ต่อด้วย Hallowed Be Thy Name และปิดท้ายด้วย Running Free ที่ทางวงให้คนดูร่วมร้องในท่อนฮุค งานนี้ไม่มีใครยอมใครแล้วครับ ตะโกนกันสุดเสียงราวกับไม่ต้องมีวันพรุงนี้กันเลย และแล้วทางวงก็ลาเวทีไปจริงๆทิ้งไว้แต่ความประทับใจที่ชาตินี้ไม่มีวันลืม แน่นอนเศษขยะกระป๋องเบียร์จำนวนมหาศาลที่สร้างความปวดหัวให้เหล่าคนทำความสะอาด
 
 
 
 
 
 
 
เซตลิสต์อาจจะไม่ตรงกับในเว็บนะครับ เพราะคิดว่าทางวงคงเปลี่ยนแปลงเอาก่อนงานเริ่ม แต่อย่างไรก็ตามถือว่าคุ้มสุดๆที่ได้ดูเลยครับ ซาวนด์โดยรวมไม่ถึงกับดีมาก แม้เสียงร้อง เสียงเบสจะชัด แต่กลองกับกีตาร์ฟังแล้วแปลกๆ โดยเฉพาะกีตาร์ที่ไม่ค่อยมีไดนามิกเ่ท่าที่ควรอาจจะเพราะว่าเล่นกลางแจ้งด้วยจึงยากที่จะควบคุมซาวนด์ การแสดงของ Iron Maiden ดูดร็อบลงไปบ้างจากดีวีดีที่เคยดูเนื่องมาจากอายุอันนามที่ใกล้วัยเกษียรเต็มทนแล้ว อย่างไรก็ตามนี่คือคอนเสิร์ตที่ยอดเยี่ยมที่สุดงานหนึ่งที่ผมเคยดู คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไป ส่วนสถานที่นั้นอยู่ในระดับสุดยอด เพราะว่านอกจากยิ่งใหญ่อลังการและงดงาม (ทางวงชมไม่ขาดปากตอนเล่นคอนเสิร์ต) อากาศยังถ่ายเท ทำให้มีลมเย็นๆพัดมาอยู่เสมอ หลังจากงานเลิกแฟนก็ยังจับกลุ่มคุยกันถึงคอนเสิร์ตที่ผ่านมา แต่ผมไม่ไหวแล้วครับต้องรีบกลับเพราะกลัวรถติด จะบอกว่า Taxi หายากมากๆ เพราะว่าคนบาหลีเองส่วนใหญ่ถ้าไม่เอารถมาก็ขี่มอไซด์มา (บ้านเขาไม่มีรถเมล์ครับ) ส่วนนักท่องเที่ยวก็จะจ้างรถมารับหรือเช่ารถเอาเองเช่นกัน กว่าจะได้ taxi ก็นานครับ โชคดีที่พี่ๆเขาขับมอเตอร์ไซด์มาส่งที่ถนนใหญ่เราเลยได้ต่อ taxi กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ และเตรียมตัวนอนเพื่อเตรียมเดินทางกลับประเืทศไทยในวันพรุ่งนี้
 
ผมได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมงเนื่องจากต้องอัพรูปลง Facebook เพื่อรายงานข่าวให้เพื่อนที่อยู่ที่ไทยทราบก็ต้องตื่นมาเพื่อเดินทางไป Check In ที่สนามบิน แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนผมเหลืบไปเห็นกัปตันคนหนึ่งที่หน้าตาดูคับคล้ายคับคลา พอพิจารณาดูดีๆ ปรากฏว่าเป็น บรูซ ดิกคินสัน ครับ ดูเหมือนแกกำลังมารอที่จะขับ Ed Force One เพื่อบินไปเล่นโชว์ที่ออสเตรเลียในงาน Big Day Out พวกผมก็ได้แต่ตะโกนเรียก Mr. Bruce Dickinson ซึ่งก็เหมืิอนแกได้ยินนะครับ หันมายักผยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินจาำกไป นี่ถ้าผมไม่เกรงใจแกคงเดินไปขอลายเซ็นแล้วครับ เพราะว่าระยะห่างกันแค่ไม่ถึง 10 เมตรเลย แต่ก็ได้ถ่ายรูปเครื่องบิน Ed Force One มาฝากเพื่อนๆด้วยครับ
 
 
 
ใครไม่ได้ไปอ่านรีวิวนี้แล้วไม่ต้องเสียใจนะครับ โอกาสหน้ายังมี เพราะธงชาติไทยเรา (ที่พี่คนหนึ่งเอาไป) ได้ถูกบันทึกลงในกล้องวิดีโอของวงเป็นที่เีรียบร้อยแล้ว ไม่แน่เราอาจจะได้ดุโชว์ครั้งนี้ใน DVD ตัวใหม่ที่กำลังจะออกมาก็เป็นไปได้ครับ เขียนมายาวขนาดนี้ทางผมก็ต้องขอร่ำลากันด้วยภาพนี้ครับ ไว้มีงานคอนเสิร์ตแนวๆเพาเวอร์เฮฟวี่อีกทาง Rebirth Era ไม่พลาดนำมารีวิวให้อ่านกันแน่ๆ
 
 
 

Recommend