Divine Ascension

posted on 27 Nov 2011 14:42 by rebirthera in Band-of-the-Week
 
โปรเกรสสีฟเพาเวอร์เมทัลหน้าใหม่มาแรงจากออสเตรเลียกับอัลบัมเต็มชุดแรก As The Truth Appears ซึ่งเซ็นสัญญากับ Nightmare Records เสียด้วย วันนี้เรามาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องอัลบัมใหม่ ซึ่งต้องบอกว่าพวกเขาตอบมายาว อ่านกันจุใจมากมาย
 
Q : ก่อนอื่นเลย ช่วยเล่าประวัติของ Divine Ascension ให้เมทัลเฮดชาวไทยฟังคร่าวๆหน่อยได้มั้ยครับ
 
Karl : Divine Ascension เป็นวงโปรเกรสสีฟเมทัลประเภท Female Fronted จากเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ครับ พวกเราฟอร์มวงกันมาตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งสมาชิกดั้งเดิมของเราคือ Robb (กีตาร์) กับ Luke (กลอง) ซึ่งตอนนั้นได้ร่วมเล่นแจมกับสมาชิกวงอื่น จากนั้น Jen (ร้องนำ) ก็เข้ามา ซึ่งตอนนั้นเธอค่อนข้างใหม่กับแวดวงเมทัลมาก เพราะเธอมีพื้นฐานมาจากการร้องเพลงละครและคาบาเรต ซึ่งเธอมีความสนใจในการเรียบเรียงเมโลดีและเสียงร้องของดนตรีเมทัล ส่วนผมเป็นสมาชิกน้องคนสุดท้องครับ เข้ามาหลังสุดในขณะที่สมาชิกในตำแหน่งอื่นครบแล้ว
 
ก่อนที่เราจะเริ่มต้นเล่นโชว์เล็กๆในเมลเบิร์น เราก็อยากให้คนรู้จักเพลงของเราจึงตัดสินใจทำเดโมออกมาก่อน ซึ่งเดโมตัวนั้นมันถูกอัดกันสดๆขึุ้นมาในปี 2007 แล้วเราก็นำมันไปวางขายตามร้านระดับท้องถิ่น และตามงานที่เราไปเล่น ซึุ่งมันก็ค่อนข้างเป็นที่รู้จักและทำให้เราได้ไปเล่นโชว์ร่วมกับวง Vanishing Point, Lord และ Crimson Fire ซึ่งเป็นโชว์ที่น่าจดจำมาก แล้วก็โชว์การกุศลของสถานีวิทยุ PBS ด้วย
 
หลังจากนั้นเราก็เริ่มต้นเขียนเพลงสำหรับอัลบัมแรก As The Truth Appears ซึ่งเราใช้เวลาในการทำมันปีนึงเต็มๆ ซึ่งตอนนั้นมันก็มีปัญหาเรื่องสมาชิกวงที่พวกเขาต้องออกไปด้วย พวกเรา 4 คนเลยต้องมุ่งหน้าทำอัลบัมให้เสร็จและตอนนั้นก็ได้รับสมาชิกใหม่เข้ามาอีก 2 คนคือ Dave (คีย์บอร์ด) กับ Simon (เบส)
 
หลังจากเราเซ็นสัญญาทางด้านการจัดการวงกับ Intromental Managment พวกเขาก็แนะนำเราให้กับสังกัด Nightmare และ Hydrant Music(ญี่ปุ่น) เพื่อจัดจำหน่ายงานของเราทั้งยุโรปและในญี่ปุ่น ซึ่งมันได้ออกวางขายที่ยุโรปวันที่ 11 ตุลาและในญี่ปุ่นวันที่ 12 
 
 
Q : ชื่อวง Divine Ascension นี่มาจากไหนครับ มันมีความหมายอะไรอยู่เบื้องหลังอยู่ชื่อหรือเปล่า
 
Karl & Rob : ตอนแรกเรามีคำว่า Ascension มาก่อนครับ ซึ่งเป็นแสดงถึงซาวนด์รวมไปถึงความมุ่งหมายของพวกเราที่จะก้าวขึ้นไปอยู่แนวหน้าของแวดวงเมทัลในโลกด้วย แต่เรารู้สึกว่า Ascension อย่างเดียวมันโล่งๆไป Robb ก็คิดชื่อใหม่มาว่า Ascension Day ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง Recreation Day ของ Evergrey แต่หลังจากที่เราได้อ่านรีวิวเกี่ยวกับงานที่พวกเราไปเล่นโชว์ ก็ไปเจอคำว่า Divine ซึ่งสื่อเลือกใช้คำนี้มาบรรยายถึงเสียงร้องของ Jen ถ้าผมจำไม่ผิดเหมือนจะเป็น Luke นี่แหละ ที่นำคำสองคำนี้มารวมกันจนเป็น Divine Ascension ซึงผมคิดว่าชื่อนี้เหมาะกับเพลงของพวกเรามากๆเลย
 
Q : จริงๆผมเคยฟังงานของพวกคุณมาตั้งแต่สมัยเป็นเดโมเมื่อหลายปีที่แล้ว ซึ่งผมก็รู้สึกยินดีที่เห็น Divine Ascension ได้ออกอัลบัมเต็ม เสียงตอบรับจากเดโมตัวนันเป็นอย่างไรบ้างครับ แล้วสังกัด Nightmare ติดต่อคุณมาได้ยังไง
 
Karl : ยินดีที่นายชอบว่ะเพื่อน ฮ่าๆ เราใช้เวลาทำอัลบัมนี้นานมากเลย ส่วนเดโมของเราก็นั่นแหละ มันก็แค่เดโม เราอัด มิกซ์ และมาสเตอร์มันแบบสดๆในสตูดิโอ ประมาณสองวัน ที่เราทำมันขึ้นมาเพื่อให้มันเป็นใบเบิกทางให้เรามีงานเล่น และเป็นที่รู้จักในระดับท้องถิ่นเท่านั้นเอง ซึ่งพวกเราก้ไม่ได้คาดหวังอะไรกับมันเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนจากสถานีวิทยุซื้อมันมา แล้วเอามาเปิดตามรายการของพวกเขา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เรารู้สึกประหลาดใจมาก
 
การเซ็นสัญญากับทาง Nightmare นั้นเป็นไปแบบตามขั้นตอนเลย ซึ่งตอนนั้นเราก็เพิ่งทำอัลบัมเสร็จออกมาหมาดๆและก็เซ้นกับทาง Intromental Managment ซึ่งทางนั้นก็ส่งแซมเปิลของเราไปให้สังกัดหลายแห่ง หนึุ่งในนั้นก็มี Nightmare Records กับ Hydrant Music ด้วย Lance King (เจ้าของสังกัด Nightmare) ชอบงานของพวกเรา ซึ่งผมต้องบอกเลยว่าเขาเป็นเหมือนตำนานของวงการนี้คนหนึ่งเลย
 
 
Q : แฟนเพลงสามารถคาดหวังอะไรจากอัลบัมนี้ที่ยาวเกินกว่า 60 นาทีนี้บ้างครับ
 
Karl : วงเมโลดิก ซิมโฟนิค พร็อกที่มีนักร้องนำเป็นผู้หญิง พอมั้ยแบบนี้ ฮ่าๆๆ ผมว่ามันยากว่ะที่จะบรรยายถึงเพลงของพวกเรา แต่สิ่งที่คาดหวังได้จาก As The Truth Appears คือ เพลงติดหู ริฟฟืกีตาร์หนักหน่วง ซาวนด์คีย์บอร์ดที่อลังการ
 
Robb : ในด้านของเนื้อเพลง อัลบัมนี้เป็นการเดินทางของชีวิตที่ค้นพบความรู้สึกและอารมณ์ที่หลากหลาย ดนตรีถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับเสียงร้องของ Jen ที่เต็มไปด้วยพลัง
 
Q : การที่คุณมีนักร้องนำเป็นผู้หญิง เคยถูกใครนำไปเปรียบเทียบกับ Nightwish, After Forever หรือ Epica มั้ยครับ หรือทาง Divine Ascension เองก็ได้อิทธิพลมาจากวงเหล่านั้น
 
Karl : แน่นอน มันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้นี่นา วงเหล่านั้นเป็นผู้ให้กำเนิดแนวเพลงเมทัลที่มีผู้หญิงเป็นนักร้องนำ สมาชิกของเราทุกคนก็เป็นแฟนของวงพวกนั้นด้วย ผมเองก็มีซีดีอัลบัมรวมถึงดีวีดีของพวกเขาอยู่ที่บ้านครบเซตเลยว่ะ รวมถึงวงในสายนี้แบบ ReVamp, To-Mera, Within Temptation ด้วย แต่สิงที่ทำให้เราต่างจากพวกเขาคืออิทธิพลที่เราได้รับมาจากแนวอื่นๆ ตัวผมเองเป็นแฟนเพลงฟิวชันแจ๊สด้วย ส่วนเมทัลผมก็ฟังค่อนข้างหลากหลายอย่าง โปรเกรสสีฟ หรือเดธเมทัลก็ฟัง โดยเฉพาะพวกวงในสายเทคนิคัล ส่วนคนอื่นในวงก็มีรสนิยมที่ต่างกันออกไปอีก ผมว่าสิ่งเหล่านี้แหละคือส่วนผสมที่ทำให้เพลงของเราต่างจากวงที่ึคุณบอกมา
 
Robb : ใช่เลย วงพวกนี้เป็นวงที่มีอิทธืพลกับเรามาก แต่เราก็เอาส่วนผสมอย่างอื่นใส่ลงไปให้คนฟังได้แปลกใจด้วย ก้อย่างที่ Karl พูดมา พวกเราได้อิทธิพลมาจากเพลงหลายแนว ซึ่งคนฟังน่าจะรับรู้ได้นะ
 
 
Q : อยากรู้ว่า Jen นำสิ่งที่เธอได้จากการร้องเพลงในโรงละครและคาบาเรตมาใช้กับงานของคุณอย่างไรบ้างครับ เธอได้รับการฝึกร้องเพลงมาด้วยหรือเปล่า
 
Karl : ผมว่าสิ่งที่ Jen นำมาสู่การแสดงสดของเราคือการนำเสนอ เธอจะอินไปกับเนื้อเพลงที่เธอร้องออกมาและก็แสดงออกผ่านเสียงและท่าทางบนเวที ซึ่งหลายคนที่มาดูโชว์ของพวกเราก็บอกว่าเธอเจ๋งนะ นอกจากนี้เธอยังเล่นเปียโนแล้วก็เครื่องดนตรีได้หลายชิ้นด้วย Jen เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถซะจนผมอายเลย ฮ่าๆๆ
 
Jen : ชั้นชอบที่จะสร้างบรรยากาศบางอย่างขึ้นมาเวลาอยู่บนเวที และแชร์สิ่งเหล่านั้นร่วมกับคนดูด้วย ซึ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ท้าทายนะ ตอนอายุ 15 ชั้นเคยเรียนร้องเพลงคลาสสิค ซึ่งโชคดีที่ครูที่สอนเป็นคนเก่งมาก ซึ่งเขามาจากโรงละครโอเปอร่าในออสเตรเลีย ซึ่งตอนนั้นชั้นก็มีปัญหาเรื่องการร้อง คือชั้นไม่ค่อยชอบร้องเพลงคลาสสิคเลย ครกูเลยเปลี่ยนมาฝึกให้ร้องเพลงร่วมสมัยขึ้นมา แต่ยังคงเป็นสไตล์ของคลาสสิคอยู่
 
Q : คอนเซปของอัลบัมนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ ผมเห็นหน้าปกมันเป็นรุปของเด็กคนนึงกำลังเล่นทราย มันต้องการสื่อถึงอะไรหรือเปล่า
 
Karl : อัลบัมนี้ไม่ใช่คอนเซปอัลบัมในตัวของมันหรอก แต่เพลงต่างๆถูกเขียนขึ้นจากไอเดียคล้ายๆกัน นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับมนุษยชาติและโลกรอบๆตัว ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์ที่เราได้พบเจอในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น เพลง Vision Divine ที่คนพิเศษที่จะร่วมทางไปกับเราทุกเมื่อ Another Battlefield เกี่ยวกับคนคนนึงที่ลงมือกระทำบางสิ่งไปและต้องมาเสียใจกับมันภายหลัง ซึ่งเขาก็ต้องสัมผัสกับสงครามที่เกิดขึ้นในจิตใจอันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาป Whereas Answers เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่จบลงและทิ้งให้อีกคนเป็นเพียงพงฝุนและเสียงสะท้อนต้องการคำตอบที่ว่า เหตุใดความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงต้องจบลง
 
ไอเดียของอาร์ตเวิร์กนำเสนอถึงมนุษยชาติและโลกที่เราอยู่อาศัย ถ้ากางบุคเลทออกก็จะเห็นภาพเมืองที่พายุกำลังพัดเข้ามา ภาพเด็กผู้หญิงก่อประสาททรายนำเสนอถึงบางสิ่งบางอย่างที่เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ดังนั้นเราต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงบทเรียนจากอดีตด้วย
 
Robb : ใช่เลย อย่างที่ Karl บอกนั่นแหละ คอนเซปทั้งหมดรวมๆมันเกี่ยวกับการเริ่มต้นใหม่ของมนุษยชาติ ในเจเนเรชันต่อไป เด็กผู้หญิงคนนั้นคือความบริสุทธิ์ของการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ภาพทะเลนั้นต้องการสื่อถึงอนาคตและภาระชนรุ่นต่อไปในอนาคต คุณจะเห็นภาพเมืองที่โทรมและพุพัง ส่วนพายุที่กำลังเข้ามานั้นอาจจะสื่อถึงอนาคตที่ไม่มั่นคงของเรา
 
 
Q : ผมได้ยินมาว่าซิงเกิลแรกมีแขกรับเชิญเป็น Silvio จากวง Vanishing Point ด้วย ความสัมพันธ์ของพวกคุณกับวง VP เป็นอย่างไรบ้างครับ แล้วจริงหรือเปล่าที่เขาบอกกันว่า Vanishing Point เป็นวงพร็อกเพาเวอร์ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย
 
Karl : ใช่ครับ เพลง Answer wfhแขกรับเชิญเป็น Silvio จากวง Vanishing Point พวกเขาเป็นคนดี รวมทั้งเป็นนักดนตรีที่เยี่ยมยอดด้วย พวกเราเคยร่วมเล่นเวทีเดียวกับพวกเขาบ่อยครั้งในเมลเบิร์น ซึ่งมันเปนเกียรติมากที่ได้ Silvio มาร่วมงานกับเราด้วย โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบที่จะจัดลำดับชั้นของวงเมทัลในแวดวงซักเท่าไหร่นะ เพราะที่นี่มีวงเจ๋งๆอยู่มาก แต่ในกรณีนี้ผมก็คงต้องบอกว่า Vanishing Point เป็นวงพร็อกเพาเวอร์ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียวงหนึ่ง แต่มันก็ยังมีอีกหลายวงที่เจ๋งๆอยู่อีก นายลองไปตามหาฟังดูสิ
 
Robb : Vanishing Point เป็นวงที่ยอดเยี่ยมและเป็นเพื่อนที่ดีของเราด้วย Silvio มาช่วยงานเราตอนที่สมาชิกในวงส่วนนึงออกไป ซึ่งเพลง Answer มันเป็นเพลงดูเอตที่สมาชิกคนนึงในวงเราต้่องร้องคู่ไปกับ Jen ซึ่ง Silvio ใจดีมากที่มาช่วยงานของเราหลายส่วน ทังร้องเพลงนี้ รวมถึงร้องแบกกิงในเพลง Another Battlefiled ด้วย ในเมลเบิร์นมีวงพร็อกเพาเวอร์เจ๋งๆเยอะ และแน่นอนว่า VP เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งความสำเร็จของพวกเขาก็ช่วยเปิดประตูให้กับวงหน้าใหม่ๆอย่างพวกเราด้วย
 
Q : คุณมีแผนที่จะออกไปแสดงโชว์นอกประเทศมั้ย เสียงตอบรับจากแฟนเพลงต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้างครับ
 
Karl : แน่นอนสิ มันเป็นความฝันของผมและคนอื่นในวงด้วย แน่นอนพวกเราก็วางแผนกันอยู่ ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับว่าอัลบัมของเราจะประสบความสำเร็จระดับไหน ซึ่งเสียงตอบรับตอนนี้ที่ได้มามันก็เหนือกว่าความคาดหมายมากๆเลยว่ะ เราได้รับจดหมายจากแฟนเพลงส่งมาหาเราทางอีเมลที่บอกว่าพวกเขาชอบเพลงของเรา
 
Robb : เราอยากจะออกไปเ้ล่นนอกออสเตรเลียมากๆเลย มันเป็นเป้าหมายแรกๆที่เราตั้งเอาไว้ และผมหวังว่าความสำเร็จของอัลบัมนี้จะทำให้เราไดรับโอกาสนั้น เสียงตอบรับจากแฟนเพลงในต่างประเทศก็ดีมากๆ ทั้งที่จริงๆมันมีวงเจ๋งๆทั่วโลก แต่พวกเขาก็ยังสละเวลามาฟังผลงานของเรา ต้องขอบคุณพวกเขามากๆจริงๆ
 
 
Q : ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีวงพร็อกเมทัลในออสเตรเลียเท่าไหร่เลยนะ คุณช่วยเล่าเกี่ยวกับแวดวงพร็อกเพาเวอร์ในออสเตรเลียหน่อยได้มั้ย
 
Robb : แวดวงพร็อกเพาเวอร์ในออสเตรเลียนั้นเล็กมาก แต่ก็มีโชว์ดีๆเกิดขึ้นอยู่เสมอแหละ แต่มันก็ไม่เหมือนในยุโรปหรืออเมริกา เหตุผลมันก็น่าจะเป็นที่วงบ้านเราเล่นกันค่อนข้างหลากหลายแนวอย่าง เมโลดิก เดธ แธรช ฮาร์ดคอร์ ซึ่งปกติเราจะจัดโชว์ร่วมกับวงพวกนี้ด้วย มันก็ทำให้การแสดงสดและโชว์ดูน่าสนใจขึ้นนะ
 
แต่ในกลุ่มของพร็อกเมทัล เราก็มีวงเป็นที่รู้จักในต่างประเทศเหมือนกันอย่าง Vanishing Point, Voyager, Black Majesty, Eyefearเป็นต้น แต่วงส่วนมากในเมลเบิร์นค่อนข้างออกไปทางสายเพาเวอร์เมทัลแท้ๆมากกว่า แต่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าในบ้านเรามีวงแธรชค่อนข้างเยอะ แฟนเพลงก้เลยชอบวงเพาเวอร์เมทัลหนักๆมากกว่าวงที่เป็นพร็อกแบบเราก็เป็นได้ ฮ่าๆ
 
Q : มันยากมั้ยครับที่จะประสบความสำเร็จในออสเตรเลีย เพราะผมได้ยินมาว่าคนที่นั่นชอบวงที่มาจากอเมริกาหรือยุโรปมากกว่าวงในบ้านเกิดเอง
 
Robb : ใช่ มันต้องดิ้นรนมากๆเลยแหละ เนื่องด้วยแวดวงบ้านเราค่อนข้างเล็กและมันก็แตกแขนงกลุ่มออกไปเป็นแนวต่างๆ ซึ่งคนพวกนี้จะมารวมกันเวลาที่วงต่างประเทศบินมาเล่น แต่พอเป็นโชว์ระดับท้องถิ่น คนดูก็จะน้อยลงไปเยอะ แต่คนที่สนับสนุนวงระดับท้องถิ่นก็สนับสนุนจริงๆนะ เขาซื้อสินค้าของวงและก็ภักดีต่อวงที่พวกเขาชื่นชอบ
 
สิ่งที่ตลกเกี่ยวกับแวดวงของออสเตรเลียคือ วงท้องถิ่นจะได้รับความสนใจจากคนออสเตรเลียด้วยกัน ทันทีที่พวกเขาประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ฮ่าๆ มันเหมือนกับว่า เราจะเคลมว่าวงพวกนี้เป็นวงที่มาจากประเทศกูนะเว้ย ทันทีที่พวกเขาประสบความสำเร็จแล้ว
 
Q : สุดท้ายแล้ว ช่วยพูดอะไรถึงเมทัลเฮดชาวไทยหน่อยครับ ขอบคุณมากๆที่มาสัมภาษณ์กับทางเรานะ
 
Robb : หวังว่านายจะชอบอัลบัมใหม่ของเรานะ และก็ขอบคุณที่ให้ความสนใจวงของเรา หวังว่าเราจะมีโอกาสบินไปเล่นซักครั้ง เพราะประเทศเรามันก็ใกล้กันนิดเดียวเอง จะให้ว่ายน้ำไปก็ไหวนะ ฮ่าๆ เราก็อยากจะได้ยินจากนายถึงแวดวงเมทัลที่ประเทศไทยเหมือนกัน ขอบคุณอีกครั้งทีสนใจงานของเรานะ