Kamelot

posted on 07 Sep 2010 17:30 by rebirthera in Band-of-the-Week

บทสัมภาษณ์ของยอดวงดาร์กเพาเวอร์จากอเมริกาอย่าง Kamelot ที่กำลังติดลมบนไปเสียแล้ว และหลังจากทัวร์กันนรกแตกหลายปี พวกเขาก็กลับมาพร้อมอัลบั้มล่าสุด Poetry for the Poisoned ที่ยังมากับธีมมืดหม่นยิ่งกว่าที่ผ่านๆมาเสียอีก เราได้มีโอกาสเอาบทสัมภาษณ์ของ Ron Khan และ Thomas Youngblood มาให้อ่านกันอย่างเมามัน แน่นอนครับสำหรับแฟนพันธุ์แ้ท้คงอยากอ่านแน่นอน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาก็เลื่อนลงมาได้เลย

Q : อัลบั้มชุดใหม่ของ Kamelot ใกล้ออกมาแล้ว คุณว่าชุดนี้มีการพัฒนาทางด้านซาวด์ขึ้นมากน้อยแค่ไหนครับ

Khan : คือผมสรุปง่ายๆเลย วงเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค ก็คงบอกได้ว่า 3 ชุดแรกเป็นยุคที่หนึ่งของเราครับ ส่วนยุคที่สองคือตั้งแต่ The Forth Legacy จนถึง Epica ส่วนยุคที่สามคือตั้งแต่ The Black Halo จนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งแนวทางของวงเรามีความมืดหม่นและดิบมากขึ้น

Q : อัลบั้มนี้ยังคงใช้บริการซาช่ากับมิโรอยู่เช่นเดิมใช่มั้ยครับ ช่วยเล่าหน่อยว่าทั้งสองมีส่วนช่วยอะไรคุณได้บ้างถึงอยู่กันยืดขนาดนี้

Khan : พวกเขาช่วยเราเยอะเลยครับ และก็เป็นเพื่อนสนิทของเราด้วย อย่างเพลงในชุดนี้ก็เขียนที่ Gate Studio ของซาช่า ซึ่งเขาก็มีส่วนช่วยเราเขียนเพลงด้วย 1 เพลงคือ If Tomorrow Came ส่วนมิโรก็มาช่วยเขียนเพลง Poetry for the Poisoned กับ Thespian Drama ซึ่งเป็นโบนัสแทรคในอัลบั้มนี้ จริงๆผมกล้าพูดเลยว่า ซาช่ากับมิโรคือสมาชิก คนที่ 6 และ 7 ของวงเรา พวกเขาทิ้งซาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาไว้ในงานของเราแทบทุกชิ้น จนตอนนี้เหมือนขาดไม่ไ่ด้แล้วครับ สำหรับเราพวกเขาไม่ใช่แค่โปรดิวเซอร์ พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทของเราและเป็นคนที่เจ๋งมากๆด้วย

Q : อัลบั้มนี้มีแขกรับเชิญเยอะมากๆ คุณช่วยไล่ให้ฟังหน่อยได้มั้ยครับ ว่ามีใครบ้าง แล้วคุณมีเกณฑ์ในการเลือกพวกเขาอย่างไร

Khan : อัลบ้ั้มนี้เรามีแขกรับเชิญโคตรเยอะเลยว่ะ ก็มีขาประจำอย่างซิโมเน (Epica) กับอแมนด้า ซอมเมอวิล ที่เคยช่วยงานเรามาหลายชุดแล้ว ส่วนคนใหม่ๆที่พึ่งโผล่ในอัลบั้มนี้คือก็มี กัสจี (Firewind) จอห์น โอลิวา (Jon Oliva Pain) แล้วก็ยอร์น สปีด สตริด (Soilwork) โดยสาเหตุที่ผมเลือกพวกเขามาก็ขึ้นอยู่กับเพลงที่พวกเราเขียน อย่างเพลงที่ต้องการเสียงร้องผู้หญิงผมก็จะัดึงซิโมเนกับอแมนด้ามา ส่วนเพลง The Great Pandemonium ที่มีเสียงสำรอกผมก็ได้ยอร์นมาช่วยร้องพาร์ทนั้นให้ เพราะผมไม่สามารถจะร้องแบบนั้นได้ ส่วนจอห์น โอลิวา นี่ไม่มีใครเชิญนะ แต่เขาอยากมาเอง ฮ่าๆ คือเขาบอกว่าเขาชอบ Kamelot เลยอยากมาร่วมร้องกับเรา ไอ้เราก็เกรงใจอะนะ ปฎิเสธไม่ได้ด้วย ฮ่าๆ ล้อเล่นน่ะครับ จริงมันเป็นเกียรติมากที่บุคคลระดับตำนานอย่างเขาชอบเพลงของพวกเรา แถมอยากร่วมร้องเพลงกับเราด้วย

Q : ช่วยเล่าถึงธีมในอัลบั้มนี้หน่อยได้มั้ยครับ เท่าที่ผมฟังเหมือนงานมันหนักและมืดหม่นขึ้นด้วย

Khan : ใช่ๆ อัลบั้มนี้มันมืดหม่นขึ้นกว่าชุดก่อนเยอะเลย ธีมหลักๆของมันเกี่ยวกับความตาย แถมคุณแม่ของโธมัสก็เสียในช่วงที่เราทำอัลบั้มนี้ขึ้นพอดีเลยด้วย มันเป็นช่วงเวลาที่ยากสำหรับเขามาก มันส่งผลให้เพลงในอัลบั้มนี้ค่อนข้างมืดหม่นรวมถึงเนื้อเพลงที่ผมเขียนก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงที่โธมัสแต่งด้วย

Q : คุณช่วยพูดถึงเพลง The Zodiac หน่อยได้มั้ยครับ เพลงนี้รู้สึกว่ามันเกี่ยวกับ The Zodiac Killer ที่เป็นฆาตรกรต่อเนื่องใช่รึเปล่า

Khan : ใช่ครับ มันเป็นเพลงที่เกี่ยวกับเรื่องจริงของคดีฆาตรกรรม Zodiac เขาเป็นฆาตรกรที่มีชื่อเสียงมาก ในตอนแรกผมตั้งใจจะเขียนเพลงเกี่ยวกับฆาตรกรนี่แหละ แล้วโธมัสก็เอาเรื่องของฆาตรกร Zodiac มาให้ผมอ่าน มันก็เลยออกมาเป็นเพลงนี้ไงครับ ผมว่ามันเจ๋งดีตอนเขียนเพลงนี้ผมก็เอาหนังที่เกี่ยวกับเขามาดูด้วย

Q : สุดท้ายแล้ว จะฝากถึงแฟนๆของ Kamelot มั้ยครับ

Khan : ขอบคุณที่สนับสนุนเราครับ แล้วเจอกันตอนที่เราออกทัวร์

และแล้วก็ถึงบทสัมภาษณ์ของโธมัส ยังบลัดอีกหนึ่งแกนนำหลักของวง รายนี้ก็ตอบสั้นเหมือนกัน ลองอ่านดูแล้วกันครับ

Q : ผมว่าอัลบั้มชุดที่แล้ว Ghost Opera ทำให้ Kamelot กลายเป็นวงระดับหัวไปแล้ว คุณว่าอะไรที่ทำให้มันประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดนี้

Thomas : ความเป็นต้นตำหรับ น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จครับ เราพยายามพัฒนาซาวด์ของเราอยู่ตลอดเวลา คือเราพยายามอย่างมากที่จะทำในสิ่งที่หลีกหนีความจำเจหรือสไตล์ต่างๆที่มีวงเคยทำมาก่อนในอดีต ซึ่งนอกจากตัวเพลงแล้วยังมีเรื่องของอาร์ตเวิร์กและการแสดงสดด้วย การแสดงสดของ Kamelot มีความเป็นละครเวทีค่อนข้างสูง มันเหมือนการนำแฟนเพลงที่อยู่ในคอนเสิร์ตนั้นไปอีกที่หนึ่งเลย แล้วเราก็พยายามทำให้พวกเขาอินกับเรามากที่สุดด้วย เราโชคดีทีได้ ชอน ทิบเบต (เบส) ซึ่งเป็นสมาชิกยุคก่อตั้งกลับมาเล่นให้เราด้วย ซึ่งกลับมาคราวนี้เขาเต็มไปด้วยพลังและไอเดียใหม่ๆที่พร้อมจะเตะตูดทุกคนอีกด้วยนะเว้ย ฮ่าๆๆ

Q : สำหรับคุณแฟนเพลงมีส่วนสำคัญกับทางวงมากแค่ไหนครับ คือผมเคยเจอวงส่วนใหญ่ที่ทำเพลงเอาใจตัวเองจนลืมความต้องการของแฟนไปเหมือนกัน

Thomas : เงินแทบเป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญกับเราเลย เราทำอัลบั้มโดยคำนึงถึงแฟนๆเท่านั้น เราทุ่มเทพลังเกิน 100 เพื่องานศิลปะทางเสียงและการแสดงสด ซึ่งแฟนๆมีส่วนสำคัญสำหรับเรามาก ผมพยายามไปพบกับแฟนๆหลังคอนเสิร์ตมากทีุ่สดเท่าที่เราทำได้ แฟนเพลงกับเราคือครอบครัวเดียวกันและพวกเราะพยายามแสดงสดให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพื่อให้พวกเขาภูมิใจที่ได้ใส่เสื้อทัวร์ของวงเรา

Q : อัลบั้มใหม่กำลังจะออกมาให้เราฟังในไม่กี่วันแล้ว คุณคิดว่าแฟนๆสามารถคาดหวังอะไรจากมันได้บ้าง

Thomas : แฟนๆจะได้สัมผัสอัลบั้มที่เต็มไปด้วยศิลปะทางดนตรีที่สร้างขึ้นด้วยจิตและวิญญาณ แน่นอนพวกเขาต้องไม่ผิดหวังกับสิ่งที่ได้ฟังแน่ เราพยายามทำงานทุกชิ้นของเราให้ออกมาดีที่สุดที่เราจะทำได้ เพลงในชุดนี้มีความสดใหม่และหนักแน่นมาก

Q : เท่าทีผมได้ฟังเพลงโปรโมตคร่าวๆผมว่านี่มันเป็นก้าวใหม่ของวงคุณเรื่องซาวด์เลยนะ แต่ที่สำคัญคือมันไม่ทิ้งความเป็น Kamelot แบบเดิมๆด้วย

Thomas : "ความเป็น Kamelot" คือสิ่งที่เราต้องการครับ มันคือเอกลักษณ์ของพวกเราที่คุณจะได้ยินต่อไป แต่ในทางกลับกันเราไม่คิดจะย่ำอยู่กับที่อยู่แล้ว เราต้องการทำงานที่จะก้าวต่อไป มันเป็นความท้าทายของเราด้วย ซึ่งสำหรับผมอัลบั้มชุดนี้คืองานที่ดีที่สุดตั้งแต่เราเคยทำมาเลยครับ

Q : คุณจ้าง เซต ซิโร แอนทอน มาทำอาร์ตเวิร์กในอัลบั้มนี้ใช่มั้ยครับ เท่าที่รู้ดูเหมือนมีศิลปินคนอื่นมาช่วยด้วย ขั้นตอนการทำอาร์ตเวิร์กในอัลบั้มนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ

Thomas : เซต ทำงานได้อย่างวิเศษสุด เขาเ็ป็นคนวาดหน้าปก รวมถึงอาร์ตเวิร์กในบุคเลตด้วย ตอนที่ผมเห็นงานเขาครั้งแรกก็รู้ึสึกว่ามันเจ๋งมากๆ มันไม่เหมือนงานของใครเลย ส่วนศิลปินคนอื่นก็มี นาตาลี ชู ที่มาทำอาร์ตเวิร์กในอิดิชั่นอื่นๆของอัลบั้มเราด้วย รวมถึงหน้าปกของดิจิแพกที่เป็นงานของเธอ

Q : Kamelot เป็นวงที่มีการแสดงสดยอดเยี่ยมด้วย พวกคุณมีการตกแต่งเวทีให้เหมือนพวกละครเวที สำหรับอัลบั้มชุดใหม่ คุณมีการเปลี่ยนแปลงโปรดักชั่นบนเวทีด้วยมั้ยครับ

Thomas : แน่นอน ก่อนจะทัวร์เราก็ได้มีการคุยกันแล้วเรื่องโปรดักชั่นบนเวที สำหรับในอัลบั้มนี้ก็เช่นกัน  แต่ผมขออุบไว้ก่อนแล้วกัน

Q : ขอบคุณมากสำหรับบทสัมภาษณ์นี้ครับ แล้วเจอกันที่ทัวร์

Thomas : แน่นอน แล้วเจอกัน Get Ready to Rumble

 

10 facts you might not even know about Kamelot.

1. เพลง Anthem ที่อยู่ในอัลบั้ม Ghost Opera เป็นเพลงที่รอย คานแต่งให้กับลูกชายของเขาที่กำลังจะคลอด (ในตอนนั้น)

2. ชื่อวง Epica นั้นมาจากอัลบั้ม Epica ของ Kamelot ไม่ใช่ชื่ออัลบั้มมาจากชื่อวงอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ โดยทั้งสองวงนี้ก็เสมือนวงพี่วงน้องกัน แต่มีคู่นึงที่เป็นมากกว่านั้นคือมือคีย์บอร์ดชาวเยอรมันอย่างโอลิเวอร์ ปาโลไทและซิโมเน่ ไซมอนส์ นักร้องนำคนสวยของ Epica

3. ชื่อวง Kamelot นั้นมาจากชื่อของราชอาณาจักร Camelot ขององค์กษัตริย์อาเธอร์หรือที่เรารู้จักกันในภาพยนตร์ชื่อ King Arthur ซึ่งจริงๆ ตอนก่อนวงจะเป็นรูปเป็นร่าง มันก็เขียนแบบนี้แหละ สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นตัว K

4. ตอนที่รอย คานมาเข้าร่วมวงครั้งแรก เขาต้องพิสูจน์ตัวเองโดยการกระโดดร่ม (SkyDiving) ไปพร้อมๆกับสมาชิกวงคนอื่นๆ (ถ้าวันนั้นแกปอดแหก เผลอๆ Kamelot อาจจะยุบวงไปแล้ว ฮา)

5. ผู้ก่อตั้งวงจริงๆ มี 2 คน อีกคนคือ Richard Warner มือกลองที่ภายหลังถูกแทนที่โดย Casey Grillo โดยเหตุผลที่เขาออกจากวงไป เพราะว่าไม่สามารถร่วมออกทัวร์ได้ (ตอนนั้นวงมันดีขนาดมีทัวร์แล้วเรอะ)

6. Kamelot ก็เคยต้องคัฟเวอร์ Iron Maiden ในทริบิวต์อัลบั้มเหมือนกัน แต่คนร้องกลับเป็น Ian Parry ซะงั้น โดยเพลงนั้นคือ Flight Of Icarus ลองฟังได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=jeUAM8HYUyQ

7. โธมัสกับนักร้องนำคนเก่า มาร์ค ฟานเดอบิลท์เคยฟอร์มวงไซด์โปรเจกต์ด้วยกันในปลายยุค 90s' ชื่อวงก็คือ Monarque ผลปรากฏคือเจ๊งตั้งแต่ยังไม่ออกอัลบั้ม

8. เพลงแรกของวง Kamelot หรือ Camelot ในตอนนั้นก็คือ Break The Silence ที่อยู่ในอัลบั้ม Tampa Bay's Metal Mercenaries: The Invasion ซึ่งเป็นอัลบั้มรวมเพลงวงเมทัลที่มาจากแทมป้า ฟลอริด้า บ้านเกิดของวง มีวงที่หลายๆคนรู้จักกันดี อย่าง Iced Earth และ Halifax รวมอยู่ด้วย แต่เพราะมันออกเป็นเทปอย่างเดียว ทำให้คนรุ่นหลังแทบไม่มีใครได้ฟัง รวมถึงผมด้วย T_T

9. อันนี้ถ้าฟังไม่ดี จะไม่รู้เลยจริงๆ ว่า Annelise (อ่านไม่ออก) ลูกสาวของโธมัสมาร่วมลงเสียงในเพลง Soul Society จากอัลบั้ม The Black Halo ด้วย จริงๆก็คือเสียงเด็กร้องไห้นั่นเองครับ เพราะเท่าที่ฟังดู มันไม่น่าจะเป็นอื่นไปได้ (พี่คิดได้ไง เอาลูกมาร้องไห้ในเพลงตัวเอง)

10. จุดเริ่มต้นในการร้องเพลงอาชีพของรอย คานคือห้องอาบน้ำ เนื่องจากเขาชอบร้องเพลงตอนอาบน้ำ เขาถูกคนๆหนึ่งในโรงเรียนที่มีพี่ชายมีวงดนตรีของตัวเอง ผ่านเข้ามาได้ยินตนเองร้องเพลงในขณะอาบน้ำที่โรงเรียน ก็เลยชวนไปเข้าวงของพี่ชาย หลังจากนั้นชีวิตก็มีแต่บวก ได้ย้ายไปร่วมงานกับวงที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มาจบที่วง Conception โปรเกรสซีฟเมทัลจากนอร์เวย์ แล้วหลังจากนั้นเค้าก็คือรอย คานแห่ง Kamelot ที่เรารู้จักกันนี่เอง ซึ่งจริงๆในตอนแรก พ่อแม่ของคานอยากให้เขาเป็นหมอหรือทนายความมากกว่า (แต่ตอนนี้คงไม่อยากแล้ว)

Exclusive : อันนี้เป็นความภาคภูมิใจลึกๆของแฟน Kamelot ในประเทศไทย ทราบไหมว่านามสกุล Khantatat ของ Roy Khan นั้น จริงๆแล้วเป็นภาษาไทย โดยจากการเสิร์ช Google แล้ว อ่านว่า ขันธทัต โดยเป็นนามสกุลที่ได้มาจากคุณทวดชาวอเมริกันที่เป็นหมอ แล้วย้ายไปเป็นหมอหลวงให้กับราชวงศ์ของประเทศไทย แต่สมัยนั้นบ้านเรามักจะมีการเหยียดผิวคนขาวกัน (ของเรานี่ผิวเหลือง) ทำให้คุณทวดได้รับพระราชทานนามสกุลใหม่เป็นภาษาไทยว่า ขันธทัต และนามสกุลนี่ก็สืบทอดต่อมาจนถึงพ่อของเขาซึ่งเกิดในประเทศไทย (แต่ผมไม่แน่ใจว่าพ่อ Khan มีเชื้อสายไทยหรือเปล่า ใครทราบบอกผมด้วยนะ อยากทราบมากๆ) แต่เนื่องจากในนอร์เวย์นั้น ขันธทัต เป็นอะไรที่ออกเสียงยากเกินไป ทำให้ตัดเหลือแค่ Khan ซึ่งเกิดเป็นเรื่องตลกขึ้นอีกว่า พอตัดแล้ว เหลือแค่คำว่า Roy Khan โดยทั้งสองคำนี้ มีความหมายว่า กษัตริย์ ทั้งคู่ ส่วนนามสกุลเดิมของ Khan นั้นจริงๆ ควรจะเป็น Redfield (เป็นอะไรกับ Claire Redfield ณ Resident Evil หรือเปล่า)

Comment

Comment:

Tweet

'Exclusive' ที่สุด

#6 By kinbara (103.7.57.18|223.206.110.203) on 2012-05-01 19:47

รัก Kamelot ที่ซู้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

#5 By Khan (124.121.17.130) on 2011-04-13 21:28

เทส ...

#4 By PrINce Of DArkNeSz on 2010-10-04 10:27

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วHot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By Siwawuth on 2010-09-24 16:41

#2 By PoonleT - MovieManiaC on 2010-09-17 20:26

คริส เรดฟิลด์

ฟหดหฟกดหกดหกด

เพิ่งเล่น RE5 จบเมื่อคืน

#1 By thathingnong (125.25.87.23) on 2010-09-17 16:31

Recommend