Eden's Curse

posted on 25 Dec 2008 04:58 by rebirthera in Band-of-the-Week

กลับมาอีกครั้งสำหรับวงเมโลดิกเฮฟวี่จากเกาะอังกฤษ ที่ชุดแรกค่อนข้างเงียบเป็นเป่าสากพอสมควร แต่คราวนี้พวกเขามาพร้อมกับอัลบั้มระดับ Best Of The Year ที่สาวกเฮฟวี่ทั้งหลายจะพลาดไม่ได้ หายไปไม่ถึงปี ทำไมผลงานมันพัฒนาได้ขนาดนี้ วันนี้เราจึงไปจิกหัว Paul Loque มือเบสของวงมาตอบคำถามทั้งหมดให้กระจ่าง ว่าไปทำห่าอะไรกันมา งานมันถึงเมพขิงๆ ตอนนี้ Paul พร้อมแล้วที่จะมาเล่าแจ้งแถลงไข เชิญติดตามกันได้ ณ บัดนาว 

Q : สวัสดีครับ Paul ก่อนอื่นเลยผมขอยินดีกับการที่ Eden's Curse พึ่งออกอัลบั้มชุดที่ 2 The Second Coming ไปสดๆร้อนๆ ผมฟังแล้วโคตรชอบเลยว่ะ ผมว่าชุดนี้มันเป็นงานเฮฟวี่ที่ฟังเพราะมากๆ ยังไงขอเริ่มต้นตำถามด้วยการแนะนำวงคุณให้ทางผู้อ่านเรารู้จักหน่อยได้มั้ยครับ เอาเน้นๆเลย

Paul : สวัสดีครับ ขอขอบคุณสำหรับคำชมนะ ก่อนอื่นเลยผมคงบอกว่าพวกเราเป็นแฟนของแนว Melodic Rock ดังนั้นเราเลยอยากทำอัลบั้มเพราะๆที่คนฟังและเราก็ชอบ สมาชิกวงเราประกอบด้วย Michael Eden นักร้องนำจากสหรัฐเขาเคยทำวงอยู่ชื่อ Seven Ten ส่วนมือกีตาร์ Thorsten Koehne และคีย์บอร์ด Ferdy Doernberg มาจากเยอรมัน มือกลองมาจากอังกฤษคือ Peter Newdeck สุดท้ายคือผม Paul Logue  เล่นเบส

Q : ฟัค คุณบอกว่าคุณชอบ Melodic Rock หรอ แล้วนอกจากพวก Melodic Rock พวกคุณได้รับอิทธิพลมาจากวงไหนอีกบ้าง แล้วคุณมาเริ่มเล่นดนตรีได้ยังไง

Paul : ผมเริ่มเล่นดนตรีตอนอายุ 15 เพราะตอนนั้นเพื่อนผมกำลังจะทำวงแล้วเขาก็ขาดมือกลองพอดี ซึ่งผมก็เล่นได้ไม่ค่อยดีนักหรอก เราเริ่มคัฟเวอร์เพลงต่างๆ จนเริ่มต้นเขียนเพลงแรก ตอนนั้นผมถึงรู้ว่าการเขียนเพลงแม่งสนุกแบบนี้นี่เอง ผมเลยให้มือกีตาร์ของวงเราในตอนนั้นสอนริฟฟ์แบบเมทัลให้หน่อย  ซึ่งเพลงที่เขาสอนผมก็คือ Children of the Damned ของเมเด้น จากนั้นผมก็ฝึกฝนการเล่นกีตาร์ด้วยตัวเองมาตลอด จนมาถึงจังหวะที่วงเราขาดมือเบส ผมก็เลยเสียบในตำแหน่งนั้นซะเลย ซึ่งเป็นช่วงเวลาดีที่วงเราพึ่งเจอมือกลองคนใหม่ที่เก่งกว่าผมมากๆ 5555+ จากนั้นผมก็เลยเล่นเบสมาตลอด ผมชอบเพลงของวง Bon Jovi, Winger, Maiden, Metallica, Tesla ประมาณนี้ คอนเสิร์ตแรกในชีวิตที่ผมได้ดูคือวง Winger ซึ่งตอนนั้นผมอายุแค่ 16 เอง

Q : ได้ข่าวว่าตอนคุณเขียนเพลงในอัลบั้ม คุณมีเพลงถึง 40 เพลงเลยหรอ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับอีก  25 เพลงที่เหลือล่ะ มันไม่ดีพอที่จะอยู่ในอัลบั้มนี้หรือยังไง

Paul : ใช่ เราเขียนเพลงขึ้นมาเยอะมาก แต่ตอนที่เราเลือกเพลงจริงๆ ผมก็เลือกจากเพลงที่ผมคิดว่าว่าริฟฟ์กับท่อนฮุคมันเจ๋งๆน่ะ ซึ่งกว่าจะได้เป็นเพลงที่คุณฟังในอัลบั้มพวกเราก็เลือกมันมาอย่างเข้มข้นจริงๆ รายชื่อเพลงมีการเปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออกเป้นว่าเล่น เพลงอย่าง Lost Soul และ Just Like Judas นี่ก็เกือบไม่ได้เอามาลงในอัลบั้มด้วยซ้ำ ส่วนเพลงที่เหลืออื่นๆเราอาจจะรวบรวมวัตถุดิบไปใช้ในอัลบั้มถัดไปของพวกเรา ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าเพลงเหล่านั้นไม่ลงถังขยะหายไปหรอก

Q : ตอนทำวงดนตรีนี้ขึ้นมา คุณมีงานประจำมั้ย แล้วคุณบริหารเวลากันยังไง ขนาดผมเองเรียนไปทำพาร์ทไทม์ไปยังแทบไม่มีเวลามาอัพบลอกเลย 5555+

Paul : ครับ ตอนทำอัลบั้มนี้ผมยังทำงานในแบบฟูลไทม์อยู่เลย นอกจากนี้ผมยังพึ่งแต่งงานมา 2 ปีด้วย กุญแจของการทำงานอยู่ที่การแบ่งเวลาน่ะ ถ้าคุณคิดว่าคุณจะไม่มีเวลาทำอะไรคุณก็จะไม่มี ผมจะกำหนดเวลาเอาไว้ก่อน โดยปกติก็ตอนกลางคืนประมาน 1 ชม ผมก็จะมานั่งแล้วเขียนวัตถุดิบในเพลงของเรา ทำแบบนี้ทุกวัน ซึ่งมันก็ไมได้ลำบากอะไรเลยถ้าคุณแบ่งเวลาการทำงานเป็น และแน่นอนผมก็นอนหลับ 7-8 ชม ต่อวันด้วย บร๊ะจ้าวไหมล่ะ บร๊ะจ้าวไหมล่ะ

Q : แขกรับเชิญได้มาร่วมร้องในอัลบั้มนี้คือ Pamela Moore เธอคือใคร แล้วคุณไปขุดเธอมาจากหลุมไหน

Paul : เธอก็คือนักร้องคนนึง (อืม กูรู้ - ผู้แปล) จริงๆเธอคือคนที่ร้องเป็น Sister Mary ในอัลบั้ม Operation Mindcrime ของ Queensryche อะ คือตอนแรกผมติดต่อ Doro เอาไว้ด้วยซ้ำ เพราะเธออยู่สังกัดเดียวกับเรา แต่เธอดันไม่ว่างเพราะต้องบันทึกเสียงอัลบั้มใหม่ที่จะออกปีหน้า เราเลยติดต่อไปที่ Floor Jansen (After Forever) แต่เธอก็ดันไม่ว่างอีก Pamela ก็เลยได้เสียบแทนทั้ง 2 คนนั่นซะเลย

Q : ในอัลบั้มแรกคุณก็มีแขกรับเชิญคือ Tony Harnell (ex-TNT) นักร้องฮาร์ดร๊อคที่เสียงดีที่สุดคนนึงเลยในความคิดผม คุณไปติดต่อเขามายังไงว่ะ แต่คุณได้ฟังอัลบั้มใหม่ของ TNT รึยัง เห็นว่าชุดนี้โดนสับจนเละเป็นโจ๊กเลยหรอ

Paul : ใช่เลย Tony คือนักร้องฮาร์ดร๊อคที่เยี่ยมที่สุดคนนึงอย่างไม่ต้องสงสัย เขาคือปิศาจตัวจริง พวกเราติดต่อเขาไปทาง Myspace ก้แบบเดียวกับที่ผมติดต่อ Pamela นั่นล่ะ และพวกเราเองเป็นแฟนของ TNT ด้วยนะ โดยเฉพาะ Michael ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เลย เพราะรายนั้นตามงานของ TNT มาตั้งแต่ปี 1984 แน่ะ ตอนนั้นเขาสติแตกทันทีที่รู้ว่า Tony จะมาเป็นแขกรับเชิญของเรา ส่วนเรื่องอัลบั้มใหม่ของ TNT นี่ผมก็ยังไมได้ฟังเลย

Q : จะเป็นไปได้มั้ยถ้าคุณหนีบเอาแขกรับเชิญทั้ง 2 คนไปแสดงสดด้วยน่ะ ผมเข้าใจนะว่า Tony อาจจะงานยุ่ง แต่ Pamela ล่ะ ผมชักอยากเห็นตัวจริงเธอแล้วละ หึ๋ย หึ๋ย

Paul : คงยากว่ะ เสียใจด้วยนะเพื่อนผู้หื่นกาม 555555+ แต่พวกเราก็มีความคิดที่จะทำ DVD แสดงสดเหมือนกัน คือถ้ามีโอกาส เราคงติดต่อพวกเขาไปสำหรับโชว์ที่จะบันทึกภาพอ่านะ อย่าง Pamela นี่ผมว่าเธอวงมาได้ ชัวร์ ส่วน Tony คงมาแต่เสียงว่ะ เพราะค่าเขามันแพ๊ง แพง 55555555+

Q : มีหลายคนสงสัยว่าพวกคุณเป็นวงคริสเตียนหรือเปล่า แต่เท่าที่ผมฟังเพลงของพวกคุณก็รู้สึกว่าไม่ใช่นะ คุณไม่ได้นำเสนอเนือ้หาเกี่ยวกับศาสนาโดยตรงแบบพวก Stryper แต่ที่ชื่ออัลบั้มคุณก็ชวนคิดถึงประเด็นทางศาสนาเหมือนกันนะ ไม่ว่าจะเป็นหน้าปกหรือชื่ออัลบั้ม The Second Coming ที่อาจจะตีความหมายได้ถึงวันสิ้นโลก แถมมีข่าวลือในเน็ตด้วยว่าอัลบั้มเต็มชุดที่ 3 คุณจะใช้ชื่อว่า Trinity

Paul : ฟัค พวกแม่งไปได้ชื่ออัลบั้มมาจากไหนว่ะ พวกกูยังไมได้คิดอะไรเลย 5555+ คือชื่อวงของเรามันมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาอยู่อะนะ นั่นก็คือสวนอีเดนที่อยู่บนสรวงสวรรค์ ดังนั้นเราเลยอยากตั้งชื่ออัลบั้มให้มันสอดคล้องกับชื่อวงเราเท่านั้นแหละ ในปกคุณจะเห็นภาพเทวดาถือแอปเปิ้ล ซึ่งเป็นตัวแทนของคำว่า Curse หรือคำสาป นั่นคือผลแห่งปัญญานั่นอดัมกับอีฟแอบกินนั่นเอง โดยตรงนี้ศิลปินที่วาดปก (Thomas Ewerhard) เป็นคนจัดการให้หมดเลย พอเขามาเสนอพวกเรา เราก็มองว่า เฮ้ย แม่งเจ๋งดีว่ะ เอาเลย ก็เท่านั้น อ่อ อีกอย่างพวกเราเคยออกอีพีมาก่อนหน้านี้ชื่อว่า Seven Deadly Sins ชื่อก้เกี่ยวข้องกับศาสนาด้วยเหมือนกันนี่ 55555+ 

Q : ฟัค แล้วตกลงชื่อวงมันมาจากไหนกันแน่ คุณมีสมาชิกคนนึงชื่อ Michael Eden นามสกุลเขาเกี่ยวข้องอะไรกับทางวงหรือเปล่า

Paul : ชื่อวงเราเอามาจากนามสกุลของ Michael นั่นล่ะ ช่วงแรกๆเราคิดชื่อวงกันอย่างหนัก จนได้มาว่า Silent Eden แต่ผมไม่ชอบคำว่า Silent ความหมายมันไม่ค่อยดีว่ะ 5555 จนตอนหลังผมเจอหนังสือชื่อ Eden’s Curse ซึ่งผมคิดว่า เฮ้ย ชื่อนี้เจ๋งดีว่ะ โดยเฉพาะอาร์ตเวิร์กชุดนี้ที่ผมคิดว่าตีโจทย์ความเป็นเราแตกกระจายเลยว่ะ ผมชอบมากๆ

Q : ถ้าเอาผลงานชุดแรกกับอัลบั้มนี้มาเทียบกัน ดูเหมือนคีย์บอร์ดจะมีส่วนสำคัญต่อการสร้างซาวด์ขึ้นมากๆในชุดนี้ เขาเก่งขึ้น หรือคุณพึ่งให้โอกาสเขาโชว์ว่ะ

Paul : ในอัลบั้มแรก เขามาร่วมวงกับเราตอนที่เพลงมันเสร็จไปเกือบหมดแล้วน่ะ ดังนั้นเขาเลยไม่ค่อยมีส่วนในอัลบั้มชุดนั้นซักเท่าไหร่ โดยมากก็เล่นไลน์ที่ผมเขียนเอาไว้ ในชุดนี้ เราเลยให้เขาปล่อยของเต็มที่เลยไง

Q : ดูเหมือนการทำงานของวงคุณจะค่อนข้างแปลกซักหน่อย เพราะต่างคนต่างเขียนเพลงที่บ้านแล้วส่งมาให้ฟังผ่านทางอินเตอร์เน็ต พอทุกอย่างลงตัวก็เข้าห้องเอาวัตถุดิบที่เรียบเรียงไว้มาอัด ผมว่ามันเป็นวิธีการทำงานที่แปลกนะ คุณเคยมานั่งเขียนเพลงกันในสตูดิโอเหมือนที่ศิลปินทั่วๆไปทำรึป่าว

Paul : ไม่เคยครับ เพราะว่าการทำงานในสตูดิโอมันต้องใช้งบที่สูงมากๆ และน่าเสียดายที่เราไม่มีตรงนั้นเลย การใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ช่วยในส่วนนั้นมากๆเลย เราแต่ละคนก็ทำในส่วนของเราและส่งให้ฟังติชมกัน เพราะงั้นมันถึงมีเพลงถึง 40 เพลงอย่างที่คณทราบไง สิ่งที่ดีอีกอย่างของวงเราคือทุกคนในวงรู้วิธีการใช้โปรแกรมแต่งเพลงด้วย มันเลยช่วยประหยัดงบได้อีก ในอนาคตถ้าพวกเราดังๆแล้วก็อยากทำแบบวงอื่นคือเข้าไปขลุกอยู่ในสตูดิโอเป็นเดือนๆเหมือนกัน มันคงสนุก (เมา) น่าดู 5555+

Q : ใช่เลย อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากๆของวงการเพลงยุคใหม่ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า Myspace คุณสามารถโปรโมตวงของคุณให้เป็นที่รู้จักได้ง่าย แบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย

Paul : อืม มันเป็นสื่อที่ดีมาก แค่คุณลงแรงตกแต่งมันไม่กี่ชั่วโมง ข้อมูลมันก็สามารถไปถึงทุกที่ทั่วโลกได้แล้ว เราคงไม่มีตัวตนแบบทุกวันนี้ได้ถ้าไม่ใชเพราะ Myspace สำหรับผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่เข้ามาปฏิวัติวงการเพลงในยุค 2000 เลยทีเดียวแหละ คุณสามารถรู้จักวงดีๆจากทุกมุมโลกได้ แถมได้รู้จักคนเจ๋งๆอีกด้วย  (ทำบลอกก็รู้จักนะพี่ หลายวงละ ฮา - ผู้แปล)

Q : ฟัค อัลบั้ม The Second Coming ในเวอร์ชั่น US มีแถม อีพี ซึ่งเป็นเพลงในเวอร์ชั่นอคูสติกด้วย ทำไมประเทศอื่นถึงไม่มีล่ะวะ กูงง เอ้ย ผมงงจริงๆ

Paul : อันนั้นเป็นไอเดียของสังกัดที่จัดจำหน่ายงานของพวกเราใน US น่ะ  ส่วนในเวอร์ชั่นยุโรปที่จัดจำหน่ายผ่านทางสังกัดแม่ (AFM) จะไม่มีนะ ผมไม่แน่ใจว่าเวอร์ชั่นญี่ปุ่นจะมีหรือเปล่า ต้องรอดูกันอีกครับ

Q : ผมได้ข่าวว่างบในการทำอัลบั้มนี้มาจากเงินที่คุณขายซีดีได้ในอัลบ้มแรกใช่มั้ย แล้วสังกัดของคุณอย่าง AFM ไม่ช่วยอะไรเลยหรอ

Paul : พวกเราออกทุนทำอัลบั้มนี้เองทั้งหมดก่อนที่จะได้เซ็นกับ AFM ซะอีก ซึ่งทางสตูดิโอที่เราทำงานด้วยก็มีคอนแทคกับทางนั้นพอดี พอเขาได้ฟังเขาก็ชอบและก็เซ็นสัญญาพวกเรา ซึ่งมันเป็นสัญญาแค่ระยะสั้นๆคือจัดจำหน่ายผลงานชุดนี้เท่านั้น ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะขายได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าโชคดีทาง AFM อาจจะต่อสัญญาและให้ทุนทำอัลบั้มชุดต่อไป แต่ถ้าโชคร้ายเราก็คงต้องไปตัวใครตัวมัน แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นพวกเราก็จะไม่เลิกทำ Eden's Curse เด็ดขาด

Q : แล้วจะมีโชว์ของทาง Eden's Curse บ้างมัย้ สังกัดได้ช่วยอะไรคุณบ้างเนี่ย

Paul : ก็มีแผนทัวร์ในปี 2009 ครับ แต่ตอนนี้ยังบอกอะไรไมได้ว่าพวกเราจะไปทัวร์กับใคร แต่มันคงต้องเจ๋งแน่ๆ

Q : ฟัค คำถามหมด หมดคำถามแล้ว มีอะไรจะฝากถึงผู้อ่าน หรือคนที่ยังไมได้ฟังงานของคุณบ้างมั้ย

Paul : ก่อนอื่นเลยก็ลองเข้าไปดู Myspace ของเราคือ http://www.myspace.com/edenscurse มีตัวอย่างเพลงอะไรให้ฟัง หรือถ้าคุณมี Myspace ก็แอดมาคุยกันได้ ถ้าฟังแล้วชอบก็อยากให้ช่วยซื้อผลงานของพวกเราด้วยนะครับ เพราะชุดนี้ตั้งใจทำกันมากๆ และขอบคุณทุกๆคนที่อ่านบทสัมภาษณ์นี้ครับ คนแปลจะได้ไม่เหนื่อยฟรี ฮา

Paul :

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับบทสัมภาษณ์นะ ทั้งฮาทั้งมัน แต่งงว่าทำไม ฟัคเยอะจังอ่ะ 555 หรือว่าพี่อ่านผิดอ่ะ sad smile

#1 By Wech (58.64.90.12) on 2009-01-03 23:42

Recommend